“หมู่อ๊อด…..เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปที่ทำงานเลยไปต้องมารับฉันที่บ้าน…แล้วตอนสายๆเอารถไปรับคุณหญิงที่ดอนเมืองแล้วพามาส่งบ้านด้วย.. เย็นๆค่อยออกไปรับฉันจากที่ทำงานอีกที” พล.ต.เพิ่มศักดิ์ นายพลมาดเข้มสมกับเป็นชายชาติทหารกล่าวกับทหารรับใช้ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถขณะตนเองก้าวลงจากประตูหลังเมื่อรถยนต์ประจำตำแหน่งจอดสนิทภายในบ้านพักหลังใหญ่ “ครับท่าน…แต่ว่าคุณหญิงท่านจะมาถึงกี่โมงครับผมจะได้รีบไปรอก่อนเดี๋ยวท่านมาไม่เจอใครครับ” “ชั้นก็จำไม่ได้เหมือนกัน เดี๋ยวตอนเช้าฉันจะสั่งผู้กองไว้ก่อนออกไปตีกอลฟ์กับ ท่าน ผบทบ.” “ครับผม…ถ้างั้นผมลาละครับท่าน” หมู่อ๊อดกล่าวอำลาด้วยท่าทางตะเบ๊ะตามแบบฉบับทหารชั้นผู้น้อยแล้วจึงเดินไปที่รถจักรยานยนต์ของตัวเองที่จอดไว้ในโรงรถเดียวกันขับกลับที่พักของตน นายพล.ต.เพิ่มศักดิ์ แม้จะอายุ 50 เศษๆ แต่ลักษณะและท่าทางนั้นเข้มแข็งบึกบึน ภายหลังจากจบจากโรงเรียนนายร้อย ก็เข้าสู่สมรภูมิทันทีหลายครั้งหลายหนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เขาแต่งงานกับภรรยาซึ่งปัจจุบันได้รับแต่งตั้งเป็นถึงคุณหญิงอันเนื่องมาจากสามีของเธอผู้นี้ได้รับเหรียญกล้าหาญมานับไม่ถ้วน และปัจจุบันก็ยังเป็นนายทหหารที่อนาคตไกลอาจเป็นถึงบัญชาการของกองทัพอีกด้วย ปัจจุบันท่านนายพลนอกจากต้องปฎิบัติภาระกิจในกองทัพยังได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารหน่วยงานธุรกิจอีกหลายแห่งของรัฐฯ ตามตำแหน่งหน้าที่สายงานทหารของตนที่มีอำนาจมากมาย ฐานะความเป็นอยู่จึงร่ำรวยเข้าขั้นเศรษฐีเหมือนนักธุรกิจอื่นๆที่มีชื่อเสียง “ป้าช้อย….ยังไม่มีใครกลับมาเลยหรือไงเนี้ย” ท่านนายพลเอ่ยกล่าวกับแม่บ้านขณะที่เธอกำลังนำน้ำมาเสริฟท์เมื่อตัวเองเข้าไปนั้งในห้องนั่งเล่นเพื่อผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานในวันนี้ “ยังค่ะท่าน……คุณผึ้งยังไม่กลับจากโรงเรียนค่ะเห็นโทรมาบอกว่าจะไปดูหนังกับเพื่อนๆเพราะวันนี้เป็นวันศุกร์ค่ะ แต่คุณส้มเธอกลับมาจากมหาลัยเมื่อกี้แล้วค่ะ…..แต่ก็รีบขับรถออกไปเลยไม่ได้บอกว่าจะไปไหน…ส่วนคุณแจ๊คเองก็ยังไม่กลับจากมหาลัยค่ะไม่ทราบว่าจะกลับหรือเปล่าด้วยค่ะ” ป้าช้อยแม่บ้านวัย 40 ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณหญิงสายทิพย์ ภรรยาท่านนายพลเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนกับเหตุการณ์ที่ลูกๆของท่านนายพลทั้ง 3 ไม่ค่อยอยู่บ้านเป็นเรื่องปกติเกิดขึ้นเสมอ “เฮ้อ….ทำไมไม่มีใครคิดอยู่บ้านกันบ้างน๊ะ…..นานๆเราจะกลับเร็วซักที….นี้ป้าช้อยปกติสามคนนั้นกลับบ้านดึกตลอดหรือเปล่า…ฉันเองก็กลับดึกกว่าจะถึงบ้านก็ตีหนึ่งตีสองแล้วไม่ค่อยเจอพวกนั้นเลย…ไหนบอกมาซิ” “เออ…ก็ไม่ดึกมากหรอกค่ะ…คุณผึ้งปกติก็กลับประมาณ ทุ่มนึง ส่วนคุณส้มก็ 4-5 ทุ่ม ยกเว้นคุณแจ๊คค่ะที่บ้างวันก็กลับบางวันก็ไม่กลับ …..ท่านไม่ทราบเหรอค่ะช้อยนึกว่าคุณหญิงเรียนให้ท่านทราบแล้ว” “โถ่ฉันกลับมาก็เหนื่อยแล้ว…เช้าก็ต้องรีบออกไปทำงานเลยไม่รู้เรื่อง…คุณหญิงก็ไม่เห็นพูดอะไรเลย..สงสัยพรุ่งนี้กลับมาต้องคุยกับสักหน่อยแล้วเลี้ยงลูกยังไง” ป้าช้อยเห็นอาการหงุดหงิดของท่านนายพลก็รู้สึกตัวทันทีว่าต้องรีบออกไปให้ไกลรัศมีเพราะยามที่ท่านมีอารมย์โกรธจะมีหน้าตาดุดันหน้ากลัวสำหรับแก ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเพราะความที่เป็นชายชาติทหารที่ออกรบตลอดตัวเองจึงต้องทำบุคคลิกให้เป็นที่เกรงขามของลูกน้องเพราะทุกๆนาทียามออกรบมันหมายถึงชีวิต แต่ในความเป็นจริงท่านายพลก็เหมือนคนสูงอายุธรรมดาผู้เป็นพ่อทั่วๆไป 21.30 ……….เสียงเครื่องยนต์ที่ดังสนั่นตามแบบฉบับรถซิ่งของวัยรุ่นในสมัยนี้ทำให้ท่านนายพลซึ่งเพิ่งจะดับไฟภายในห้องเตรียมตัวเข้านอนไปได้ไม่นานถึงกับต้องลุกจากเตียงเพื่ออยากรู้ว่าใครเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าวเข้ามาในบริเวณบ้าน ท่านนายพลเดินไปเปิดม่านออกเล็กน้อยพร้อมกับเพ่งสายตาลงมาจากชั้นสองมองลงไปถนนหน้าบ้านฝ่าความมืดออกไป ท่ามกลางแสงสลัวๆจากหลอดไฟจางๆหน้าตัวบ้าน เขาเห็นหญิงสาววัยรุ่นในชุดนักเรียนมัธยมปลายกำลังเดินมาจากหน้าประตูรั้วที่เธอเป็นผู้เปิดมันออกค้างไว้กลับมาที่รถเก่งดันดังกล่าว แต่แทนที่เธอจะเข้ามาในตัวบ้านทันทีเธอกลับเปิดประตูรถคันนั้นกลับขึ้นไปนั่งด้านข้างคนขับ ท่านนายพลยืนดูเงียบๆเพื่ออยากรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เธอผู้นั้นถึงจะก้าวลงมาจากรถ “ผึ้งไปก่อนน๊ะพี่นนท์…ขอบคุณนะค่ะอุตสาห์พาไปเลี้ยงข้าวกับดูหนัง” สาวน้อยพูดไปพร้อมกับมองหน้าชายหนุ่มด้วยสายตาเขินอายแวบหนึ่งก่อนจะขยับตัวเพื่อจะออกจากรถคันเดิม แต่ยังไม่ทันจะเปิดประตูรถซิ่งคันงามเธอถึงกับร้องสะดุ้งอุทานเบาๆขนทั่วร่างกายลุกสู้ความสยิวโลดแล่นไปทั่วร่างกายวัยขบเผาะ เพราะหนุ่มรุ่นพี่นามว่านนท์ได้เอนตัวมาทางที่เธอนั่งทันทีพร้อมกับใช้มือขวาล้วงรอดผ่านกระโปรงนักเรียนมัธยมจากปลายเท้าของเธอด้านล่างขึ้นมาด้านบนอย่างรวดเร็ว จนขอบกระโปรงเลิกขึ้นมากองที่ต้นขาขาวๆของเธอเผยให้เห็นผิวกายบริเวณต้นขาของสาวแรกรุ่นวัยกำดัดที่ผิวขาวนวลเนียนออกสีชมพูจางๆ ชายหนุ่มไม่ได้เหลือบตามลงมองหาจุดสงวนแต่เขาก็รู้จากประสบการณ์ว่ามันอยู่ตรงไหน เขาส่งฝ่ามือและปลายนิ้วขึ้นไปสัมผัสเข้ากับโคกเนื้อน้อยๆที่มันอวบอิ่มบริเวณเหนือต้นขากลางหว่างขาของเธออย่างรวดเร็ว พร้อมกับคลึงปลายนิ้วเบาๆตรงรอยแยกกลางโคกเนินซึ่งมันเยิ้มฉ่ำแฉะจนเปียกชุ่มไปทั้งชั้นในผ้าฝ้ายสีขาวของเธอที่ขวางกันอยู่ “อุ๊ย….ซีด…พี่นนท์อย่าเลยนะค่ะ..ด.เดี๋ยวใครมาเห็น..อย่าค่ะ” “โถ่..ไม่มีใครเห็นหรอกครับน้องผึ้ง…พี่มาส่งที่ไรคุณแม่น้องผึ้งก็ไม่เคยสนใจซักที…แล้วนี้พรุ่งนี้ถึงจะกลับไม่ใช้เหรือจ๊ะ” “อ…อุยยยย.ซซ… ..ต..แต่.เผื่อป้าช้อยออกมาค่ะ..พี่นนท์…โอ้ยย..ซีดดส…พอเถอะนะ” “น้องผึ้งไม่ชอบเหรอครับ…..ตอนอยู่ในโรงหนังพี่เห็นผึ้งไม่ว่าอะไรเลยนี้ครับ…นี้เห็นไหมมันแฉะไปหมดเลย” ชายหนุ่มกล่าวอย่างลำพองใจเมื่อเขารู้สึกว่าสาวน้องคนนี้ปากร้องห้ามจริงแต่โคกน้อยๆกลางหว่างขาของเธอนั้นบัดนี้สะโพกอวบๆกำลังขยับไปมาตามจังหวัดการบดคลึงนิ้วมือของเขากลางร่องแคม ซึ่งจากที่มันเปียกแฉะมาก่อนหน้านี้ทำให้แม้จะมีเนื้อผ้าของชึ้นในขาวสะอาดขวางกันอยู่แต่ก็ทำให้ร่องรอยกลีบแคมน้อยๆกลางโคกเนินปรากฎรอยแยกเด่นชัด เขารู้สึกได้จึงกดนิ้วกลางเบียดลงไปกลางรอยแยกนั้นโดยเริมจากร่องด้านบนทั้งๆที่ยังมีชั้นในแฉะๆกันไว้อยู่ “ซีดด..โอ๊ะ….พี่นนท์ขา…ผึ้ง….เสียว..อย่าเลยค่ะ..โอ๊ะ…ซีดดด…” สาวน้อยครางสูดปากคอสั่นด้วยความเสียวกระสันต์ ร่างกายช่วงล่างของเธอสะโพกกลมกลึงอวบอิ่มกำลังแอ่นโคกเนินให้ติ่งไตภายในกลีบแคมเข้าสู้การปดคลึงจากปลายนิ้วมือของชายหนุ่มเร็วขึ้น แต่มันเกิดขึ้นได้ไม่นาน สาวน้อยก็ต้องร้องออกมาอย่างตกใจ “โอ๊ะ…..ซีดดสสส …..ว๊าย…มีคนแอบดู” สาวน้อยอุทานออกมาด้วยความตกใจพร้อมกับใช้แรงทั้งหมดผลักตัวหนุ่มนนท์ออกห่างจากตัวทันที “อะไรครับผึ้ง…ไหนใคร…เดี๋ยวพี่ลงไปจัดการเอง” นนท์ทำหน้าเลิกลักงงงวยเผยอตัวขึ้นมองออกไปรอบๆตัวรถทันที “ข้างบนห้องคุณแม่…เมื่อกี้ผึ้งเห็นเงาคนแอบมองอยู่ที่หน้าต่างๆ…..นั้นไงเปิดไฟแล้ว” “อ้าวไหนผึ้งบอกคุณแม่กลับพรุ่งนี้ไงครับ…ตายละไม่รู้เห็นหรือเปล่า” “ต..ตายแน่ๆค่ะ..พี่นนท์รีบกลับไปก่อนเร็ว…เร็วซิค่ะไม่ใช่คุณแม่หรอกคุณพ่อผึ้งเอง…นั้นไงรถจอดอยู่นั้นไง….ว๊ายกำลังลงมาแล้วไปเร็วซิค่ะพี่นนท์”

Comments are closed.